ข้อมูลของฉัน

รูปภาพของฉัน
นางสาวสุธิพร ผมปัน รหัสนักศึกษา 51031390186 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา คณะครุศาสตร์

วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กิน 'ซุปถั่วแดง' ไม่เป็นเหน็บชา




เหน็บชา ไม่ใช่แค่เพราะนอนทับแขนหรือนั่งทับขา แต่อาจเกิดจากกินอาหารบางอย่างมากเกินไป เมนูจากถั่วแดงช่วยแก้ได้
เมื่อไหร่ที่เป็นเหน็บชา ไม่ว่าจะที่แขนหรือขา ย่อมส่งผลให้เคลื่อนไหวไม่สะดวก บางครั้งต้องรอให้เหน็บชาหายจึงจะขยับแขนหรือขาได้ถนัด
สาเหตุของเหน็บชา เกิดจากการกดทับ เช่น นอนทับแขน นั่งพับเพียบหรือนั่งท่าขัดสมาธิ ซึ่งท่าทางดังกล่าวมักทำให้เกิดการกดทับจนเส้นเลือดไม่สามารถนำออกซิเจนและน้ำตาลกลูโคสไปยังเนื้อเยื่อและเส้นประสาท ดังนั้น เมื่อเส้นประสาทไม่อาจสื่อสารไปยังสมองจึงเกิดความรู้สึกชา เจ็บจิ๊ดๆ
ทางแก้ที่แน่นอน คือ ต้องเลี่ยงอิริยาบถที่จะทำให้เกิดการกดทับจนเป็นเหน็บชา และที่สำคัญคือ ไม่ควรกินคาร์โบรไฮเดรตมากเกินไป เช่น ข้าว แป้ง เนื่องจากร่างกายต้องใช้วิตามินบีในการเผาผลาญคาร์โบรไฮเดรต ถ้ากินคาร์โบรไฮเดรตมาก ร่างกายย่อมต้องใช้วิตามินบีมากเช่นกัน เมื่อร่างกายขาดวิตามินบี ก็จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงเป็นเหน็บชาได้ง่ายๆ
การเติมเสริมวิตามินบีให้ร่างกาย 'มุมสุขภาพ' แนะนำ 'ถั่วแดง' ที่มีสรรพคุณแก้ลดอาการเหน็บชา แถมยังช่วยบรรเทาอาการจุกเสียดแน่นท้อง บำรุงหัวใจ ระบบประสาท ลำไส้ บำรุงเลือด ลดคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงเส้นเลือดในสมองปริแตก โดยสารอาหารในถั่วแดงประกอบไปด้วยโปรตีน คาร์โบรไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอ บี และซี มีเส้นใยอาหาร และโฟลิก
สำหรับเมนูอร่อยจากถั่วแดง ชวนลองทำ 'ซุปถั่วแดง' โดยเริ่มจากนำถั่วแดงไปต้มสุกแล้วพักไว้ หันไปโขลกเม็ดพริกไทย รากผักชี และกระเทียมรวมกัน จากนั้นตั้งกระทะใส่น้ำมันมะกอกพอเริ่มร้อนใส่เม็ดพริกไทย รากผักชี และกระเทียมที่โขลกไว้ ผัดให้หอมแล้วใส่ก้านขึ้นฉ่ายสับและหอมหัวใหญ่สับ ผัดต่อให้สุก จากนั้นใส่ถั่วแดงต้มสุก และน้ำซุปหรือน้ำสะอาด เคี่ยวให้ถั่วแดงเปื่อยแล้วพักไว้จนเย็นลง จึงนำไปปั่น
เมื่อนำไปปั่นแล้วจะได้ซุปเนื้อเนียนละเอียด แต่เท่านี้ยังไม่อร่อยพอ ต้องนำไปตั้งไฟอีกครั้ง โดยใช้ไฟอ่อน เคี่ยวต่อสักครู่ พร้อมปรุงรสเพิ่มด้วยเกลือ ซีอิ้วขาว และพริกไทย กระทั่งซุปเริ่มเดือดจึงดับไฟเป็นอันเสร็จ พร้อมตักใส่ถ้วย กินตอนร้อนๆ อุ่น คล่องคอ เป็นเมนูอาหารว่างช่วยป้องกันเหน็บชาได้ดี.

วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สาระน่ารู้เรื่องผลไม้


 
 มะเขือเทศมีวิตามินเอและซี ที่มีสรรพคุณช่วยต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และช่วยเสริมสร้างความสดใสให้แก่ผิวพรรณ และยังช่วยให้ระบบการหมุนเวียนเลือดดีขึ้น
 เสาวรสผลเสาวรส มีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมันในเส้นเลือด เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย คลายร้อน และป้องกันไข้หวัดได้เป็นอย่างดี
 ลิ้นจี่มีวิตามินบี1 และบี2 และวิตามินซี มีสรรพคุณช่วยป้องกันโรคเหน็บชา ป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด ช่วยย่อยอาหาร ช่วยบำรุงม้าม บำรุงอวัยวะภายใน บำรุงระบบประสาท และยังแก้อาการท้องเดินได้อีกด้วย
 ฝรั่ง มีวิตามินซี ที่มีสรรพคุณชะลอการลุกลามของมะเร็ง ช่วยสร้างและบำรุงเนื้อเยื่อเกี่ยวพันทำให้แผลหายเร็ว ช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว ช่วยลดสารพิษในร่างกาย หากรับประทานเป็นประจำจะทำให้ผิวพรรณสดใส
 บ๊วยมีสรรพคุณช่วยคลายร้อน เพิ่มกำลัง บรรเทาอาการเหนื่อยอ่อนเพลีย และช่วยเสริมระบบการย่อยอาหาร ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย หากดื่มน้ำบ้วยเป็นประจำ ยังจะช่วยป้องกันโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารได้อีกด้วย
 เห็ดหลินจือมีสรรพคุณช่วยสร้างภูมิต้านทานโรคมะเร็ง บำรุงตับ บำรุงสมองและระบบประสาท ทำให้ระบบการไหลเวียนของโลหิตดีขึ้นเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องหลอดเลือดแข็งตัว เส้นเลือดอุดตัน น้ำตาลในเลือด คอเลสเตอรอลและความดันโลหิตสูง
 น้ำผึ้งเป็นยาอายุวัฒนะและชะลอความแก่ เป็นอาหารเสริมบำรุงร่างกายให้แข็งแรง สดชื่นอยู่เสมอ ช่วยเสริมสร้างวิตามิน และแร่ธาตุที่ร่างกายขาดไป ช่วยให้ระบบการย่อยและขับถ่ายดีขึ้น
 ตะไคร้ มีสรรพคุณ ช่วยบำรุงสายตา มีแคลเซียมและฟอสฟอรัส ที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด ลดพิษของสารแปลกปลอมในร่างกายและยังช่วยลดความดันโลหิตสูงได้อีกด้วย
 ขิง มีสรรพคุณช่วยให้เจริญอาหาร และทำให้ร่างกายอบอุ่น รักษาไข้หวัด รักษาอาการไอ ขับเสมหะ และยังช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้ออีกด้วย รักษาอาการปวดประจำเดือนในช่วงก่อนหรือระหว่างมีประจำเดือน
 ใบเตยมีสรรพคุณช่วยลดอาการกระหายน้ำ ทำให้ชุ่มคอ รู้สึกสดชื่น และยังเป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ในผู้ป่วยโรคเบาหวานได้ 
 ถั่วเหลืองมีสรรพคุณในการช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ ช่วยลดและป้องกันโรคมะเร็งเต้านม ช่วยป้องกันและแก้ไขโรคหัวใจ ช่วยป้องกันโรคระบบทางเดินอาหาร เนื่องจากเป็นอาหารที่ไม่มีโคเลสเตอรอล และมีใยอาหารสูง
 
 ลำไยเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณช่วยในการบำรุงหัวใจ ระบบประสาท และระบบย่อยอาหาร นอกจากนี้ยังช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และใช้บำรุงร่างกายของสตรีภายหลังจากการคลอดบุตร  
 มะเม่าอุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารที่มีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการแก่ชราของเซลล์ เพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย และยังช่วยขับปัสสาวะ บำรุงไต แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย
 มังคุดสาร Xanthone ในเปลือกมังคุด ซึ่งมีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีผลต่อการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งต่าง ๆ นอกจากนี้ในเปลือกมังคุดยังมีสาร แทนนิน ที่มีคุณสมบัติช่วยในการสมานแผล และยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้อีกด้วย
 มะม่วงช่วยละลายเสมหะ แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน และยังช่วยให้เลือดลมและประจำเดือนของสตรีเป็นปกติ หากรับประทานมะม่วงสดเป็นประจำแล้วก็จะช่วยทำให้อาการไอ หอบ มีเสมหะ หรือมีเลือดออกตามไรฟันบรรเทาลงไปได้
 มะละกอมีสรรพคุณในการต่อต้านการเกิดของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวได้เป็นอย่างดี และยังช่วยบำรุงอวัยวะภายในต่าง ๆ ของมนุษย์ เช่น ม้าม และกระเพาะอาหาร ช่วยในการย่อยอาหาร และยังช่วยทำให้ผิวพรรณดี อีกด้วย
 สตรอเบอร์รี่มีวิตามิน ซี อยู่เป็นจำนวนมาก มีสรรพคุณที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็ง โรคหลอดเลือดอุดตัน โรคหวัดและโรคภูมิแพ้ ช่วยทำให้ระบบการดูดซึมอาหารของร่างกายดียิ่งขึ้น ลดอาการท้องผูก ช่วยให้เจริญอาหาร
 สับปะรดมีปริมาณของวิตามิน เกลือแร่ และเส้นใยไฟเบอร์ที่มีอยู่มากมาย มีสรรพคุณช่วยย่อยอาหาร เสริมสร้างการดูดซึมอาหารของร่างกาย การลดความร้อนของร่างกายและยังช่วยแก้กระหาย หากรับประทานสับปะรดเป็นประจำแล้ว จะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคไตอักเสบ และโรคความดันโลหิตสูงได้อีกด้วย
 
 กระเจี๊ยบมีสรรพคุณในการช่วยรักษาอาการร้อนในภายในช่องปาก ลดปริมาณของไขมันในเส้นเลือด ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ช่วยลดระดับของความดันโลหิตภายในร่างกายให้กลับเข้าสู่ระดับปกติ และยังช่วยลดอาการอ่อนเพลียได้อีกด้วย
 
 มัลเบอร์รี่หรือ หม่อน มีสรรพคุณที่สามารถต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง ผู้ที่รับประทานเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งได้ และยังช่วยบำรุงไตให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข่วยบำรุงโลหิต บำรุงประสาทตา ทำให้สายตาแจ่มใส ร่างกายก็สุขสบาย
 ลูกพลับมีโพแทสเซียมสูง และมีวิตามินซีสูง มีสรรพคุณช่วยให้หายอ่อนเพลีย บรรเทาอาการร้อนใน เจ็บคอ คอแห้ง เป็นแผลในปาก ละลายเสมหะ และบำรุงปอด นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการท้องเดินได้อีกด้วย
 กล้วยหอมมีวิตามินบีสูง มีสรรพคุณช่วยลดความเครียด ความอ่อนล้า ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์สดใส ในกล้วยหอมจะมีเส้นใยอาหารช่วยทำให้ระบบขับถ่ายในร่างกาย ทำงานได้ดี และยังช่วยให้การย่อยอาหารของลำไส้เล็กดีขึ้นได้
 แก้วมังกรมีสารอาหารหลายชนิด เช่น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนีเซียม วิตามินซี และมีเส้นใย มีสรรพคุณช่วยลดโคเลสเตอรอล ป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ ลดความดันโลหิต ควบคุมน้ำหนัก แก้ท้องผูก ป้องกันมะเร็งสำไส้ใหญ่และช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้น
ส้มมีวิตามินเอและซี มีสรรพคุณช่วยต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และช่วยเสริมสร้างความสดใสให้แก่ผิวพรรณ
 

วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เลือกอาหารให้เหมาะกับผิว




โดยปกติทั่วไปแล้วเราได้รับประทานอาหารเข้าไปนั้นเป็นการช่วยเสริมในเรื่องสุขภาพผิวเป็นอย่างมากและเป็นการเสริมจากภายในที่สำคัญ  ดังนั้นแล้วเราควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เพื่อทำให้ร่างกายแข็งแรงและยังช่วยให้เราผิวสวยขึ้น ดูอ่อนกว่าวัยได้  ซึ่งการรับประทานอาหารเข้าไปนั้น  หากคุณมีผิวหรือปัญหาผิวควรที่จะเน้นกับอาหารชนิดใดแบบใด  krabork.com  ของเรานั้นมีคำตอบให้ครับ
                ผิวแห้ง ส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะที่ขาดไขมัน  ควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินเอ เช่น พริก บักบุ้ง  และไขมันที่พอเหมาะ  อย่างเช่น  นม  นมถั่วเหลือง
                ผิวมัน ควรทานประเภทแครอท  น้ำผักผลไม้ต่างๆ  รวมไปถึงวิตามินบี 2
                จุดด่างดำต่างๆ  ควรทางถั่วต่างๆ  อาหารที่มีกรดโฟลิค  เครื่องในสัตว์  ผักสีเขียว วิตามิน เอ บี 3 และเอ
                ผิวหยาบกร้าน  :  นม  น้ำมันตับปลา  หรืออาหารที่มีน้ำมันจากพืช  ผักใบเขียวต่างๆ 
                ต้องการมีผิวสีชมพู ต้องรับประทานอาหารพวกโปรตีน  เหล็ก ยีสต์ แบคทรีเคิล  ควรรักษาสุขภาพให้แข็แรง  การออกกำลังการด้วย
                ต้องการผิวดูอ่อนกว่าวัย  ควรทานอาหารที่มีวิตามิน ซี ดี อี และสังกะสี ให้มากๆ
                ใต้วงแขนมีเนื้อขรุขระ นั้นเป็นเพราะว่าขาดวิตามมิน อี และ เอ

วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

คึกคัก!ชาวโคราชนำยาเก่าแลกไข่ไก่


สสจ.โคราช ลงพื้นที่ ติดตามงานรณรงค์โครงการ "ไข่ใหม่แลกยาเก่า" มีชาวบ้านนำยาเก่ามาแลกกันอย่างคึกคัก ขณะที่ สธ.ลำพูน ลงพื้นที่เยี่ยม ปชช.กระตุ้นโครงการนำยาเก่าแลกไข่ไก่





         ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 3 ก.ค. 55  นายแพทย์วิชัย ขัตติยวิทยากุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยสาธารณสุขอำเภอเมืองนครราชสีมา ได้ลงพื้นที่ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโพนสูง หรือ อ.เมืองนครราชสีมา เพื่อติดตามรณรงค์โครงการไข่ใหม่แลกยาเก่า ในพื้นที่อำเภอเมืองนครราชสีมา ซึ่งมีชาวบ้านนำยาเก่ามาแลกไข่กันอย่างคึกคัก 
 นายแพทย์วิชัย กล่าวว่า สำหรับเขตพื้นที่อำเภอเมืองนครราชสีมานี้ มีสถานบริการสาธารณสุขกว่า 30 แห่ง ที่จัดรณรงค์โครงการ “ไข่ใหม่แลกยาเก่า” ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักสุขภาพครอบครัวแต่ละโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ศูนย์แพทย์เขตเมือง และโรงพยาบาลชุมชนทุกแห่ง ดำเนินงานเยี่ยมประชาชนทุกครัวเรือนที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ให้ทำการสำรวจยาเม็ดที่หมดอายุ ยาเสื่อมคุณภาพ ยาที่มีไม่หมดอายุ ให้นักสุขภาพครอบครัวสำรวจ โดยใช้ “ไข่ใหม่แลกยาเก่า” จำนวน 2-5 ฟองต่อครัวเรือน และเก็บยาเก่าส่งไปยังโรงพยาบาลขนาดใหญ่ต่อไป
          โครงการ “ไข่ใหม่แลกยาเก่า” นี้ สสจ.นครราชสีมา ได้จัดสรรงบประมาณกว่า 1 แสน 6 หมื่นบาท ลงพื้นที่ทุก รพ.สต. ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 400 แห่ง เป็นกลวิธีที่จะสร้างบทบาทของนักสุขภาพครอบครัว โดยเฉพาะในพื้นที่ รพ.สต. เพื่อการลดค่าใช้จ่ายด้านยา โดยเน้นการนำยาเก่า (ประเภทยากิน) ที่ไม่ได้ใช้แล้ว หรือหมดอายุมาแลกคืน เพื่อสถานบริการสาธารณสุขโดยเฉพาะ รพ.สต.ได้จัดการยาให้เหมาะสมต่อไป เน้นส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการตระหนักในการบริโภคยา โดยการช่วยจัดกลุ่มยา และส่งต่อแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ยังไม่หมดอายุและใช้งานได้ให้จัดส่งโรงพยาบาลทั่วไป หรือโรงพยาบาลศูนย์ เพื่อบริหารจัดการนำกลับมาใช้ใหม่ ในยาที่ยังไม่หมดอายุต่อไป ส่วนที่หมดอายุส่ง สสจ.เพื่อรวบรวมส่งกระทรวงสาธารณสุขภายในวันที่ 5 ก.ค.นี้ เพื่อดำเนินการทำลายต่อไป

สธ.ลำพูน ลงพื้นที่เยี่ยมปชช.กระตุ้นโครงการนำยาเก่าแลกไข่ไก่

          นายสมชาย โรจนรัตนางกูร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดลำพูน เปิดเผยว่า ตามมติที่ประชุมกระทรวงสาธารณสุข วันที่ 11 มิถุนายน 2555 เห็นชอบให้ทุกจังหวัดดำเนินโครงการไข่ใหม่แลกยาเก่า เป็นมาตรการสร้างแรงจูงใจและกระตุ้นจิตสำนึกในการใช้ยา เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ยาดีอย่างถูกต้องเหมาะสม ลดการใช้ยาอย่างไม่จำเป็น เน้นย้ำให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเป็นผู้ขับเคลื่อนโดยใช้ครัวเรือนเป็นเป้าหมายของความร่วมมือ
          สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำพูน ได้ดำเนินการแจ้งหน่วยงานในสังกัดให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขลงพื้นที่เยี่ยมประชาชนทุกครัวเรือน สำรวจยาที่ไม่ได้ใช้แล้ว พร้อมลงบันทึกเก็บข้อมูลพร้อมมอบคูปองแลกไข่ ซึ่งการสำรวจจต้องให้แล้วเสร็จในวันที่ 4 กรกฎาคม ศกนี้ ประกอบด้วย สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ โรงพยาบาลลำพูน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และโรงพยาบาลชุมชน รวม 89 แห่ง
          "การให้ความรู้และรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักในการใช้ยา พร้อมใช้ยาให้เกิดประสิทธิภาพต่อการรักษาอาการเจ็บป่วย ป้องกันอันตรายอันอาจจะเกิดกับผู้ใช้ยา จังหวัดลำพูนได้ดำเนินการมาเป็นเวลา 10 ปี แล้ว ในกลุ่มของผู้ป่วยที่มาใช้บริการในโรงพยาบาลประจำอำเภอและโรงพยาบาลลำพูน โดยให้ผู้ป่วยนำยาเก่ามาแลกกับถุงผ้า ซึ่งเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลจะพิจารณาคัดเลือกยาของผู้ป่วย หากเป็นยาที่ผู้ป่วยต้องใช้ประจำ เช่น ยาลดความดันโลหิต ยารักษาเบาหวาน และยังสามารถใช้ต่อได้ เจ้าหน้าที่จะจัดยาเพิ่มให้พอดีกับวันนัดครั้งต่อไป แต่หากเป็นยาที่ไม่ได้ใช้แล้ว เภสัชกรจะเป็นผู้คัดแยก ยาหมดอายุหรือเสื่อมสภาพ จะรวบรวมส่งไปที่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อทำลาย ส่วนยาที่ยังสามารถใช้ได้จะพิจารณาวางแผนการนำไปใช้ต่อไป"

วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์





คอมพิวเตอร์ คือ ?
          คอมพิวเตอร์ คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่สามารถรับข้อมูล และคำสั่ง
แล้วนำไปประมวลผล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ
 
ประเภทของเครื่องคอมพิวเตอร์
          การจัดแบ่งประเภทของ เครื่องคอมพิวเตอร์ จะอาศัยความเร็วของการ
ประมวลผล และขนาดความจำ ของหน่วยบันทึกข้อมูล ซึ่งสามารถแบ่งได้
เป็น 4 ประเภท ได้แก่
  • Supercomputers
  • Mainframe Computers
  • Minicomputers
  • Microcomputers
 

วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ฮาร์แวร์

ฮาร์แวร์




หมายถึง
ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์รอบข้าง (Peripheral) ที่สามารถสัมผัสได้ โดยจะประกอบด้วยอุปกรณ์ทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ที่ควบคุมการประมวลผลข้อมูล การรับข้อมูล การแสดงผลข้อมูลของเครื่องคอมพิวเตอร์
ป็นอุปกรณ์ที่จับต้อง สัมผัส และสามารถมองเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม มีทั้งที่ติดตั้งภายในตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ (Case) และ เชื่อมต่อภายนอกเครื่องคอมพิวเตอร์

เราสามารถแบ่งส่วนประกอบของฮาร์ดแวร์ออกได้เป็น 5 หน่วยที่สำคัญ ดังนี้


1. หน่วยรับข้อมูล (Input Unit) ทำหน้าที่ในการรับโปรแกรม และข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์ ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้ในการรับข้อมูลเข้า ได้แก่ แป้นพิมพ์หรือคีย์บอร์ด (Keyboard) เครื่องสแกนต่างๆ เช่น เครื่องรูดบัตร สแกนเนอร์ ฯลฯ

2. หน่วยความจำ (Memory Unit) ทำหน้าที่เก็บโปรแกรมหรือข้อมูลที่รับมาจากหน่วยรับข้อมูล เพื่อเตรียมส่งให้หน่วยประมวลผลกลางทำการประมวลผล และรับผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล เพื่อเตรียมส่งออกหน่วยแสดงข้อมูลต่อไป

3. หน่วยประมวลผลกลาง (CPU หรือ Central Processing Unit) ทำหน้าที่ปฏิบัติงานตามคำสั่งที่ปรากฏอยู่ในโปรแกรม หน่วยนี้จะประกอบด้วยหน่วยย่อยๆ อีก 2 หน่วย ได้แก่ หน่วยคำนวณเลขคณิตและตรรกวิทยา (ALU หรือArithmetic and Logical Unit) และ หน่วยควบคุม (CU หรือ Control Unit)

4. หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง (Secondary Storge) ทำหน้าที่เก็บข้อมูลหรือโปรแกรมที่จะป้อนเข้าสู่หน่วยความจำหลักภายในเครื่องก่อนทำการประมวลผลโดย ซีพียู รวมทั้งเป็นแหล่งเก็บผลลัพท์จากการประมวลผลด้วย เพื่อการใช้งานในภายหลัง

5. หน่วยแสดงข้อมูล (Output Unit) ทำหน้าที่แสดงผลลัพท์จากการประมวลผล เช่น จอภาพ เครื่องพิมพ์ เป็นต้น 

วันเข้าพรรษา Buddhist Lent Day




ความเป็นมาของการเข้าพรรษา 
 
     ในเรื่องความเป็นมาของการเข้าพรรษา ถ้าว่ากันตามประวัติย่อๆ คือ ในยุคต้นพุทธกาล ก็ยังไม่มีการเข้าพรรษา เพราะฉะนั้นตลอดทั้งปี เมื่อพระภิกษุมีความเห็นว่าท่านควรจะไปเทศน์ ไปสอนญาติโยมที่ไหนได้ ท่านพอมีเวลา ท่านก็จะไป หรือไม่ได้ไปเทศน์ไปสอนใคร ถ้าเห็นว่าที่ไหนมันเงียบ มันสงัดดี เหมาะในการที่จะไปบำเพ็ญภาวนา ทำสมาธิ(Meditation)ของท่าน ท่านก็จะไป ซึ่งแน่นอน ส่วนมากก็จะอยู่ในเขตที่เป็นป่าเป็นเขา ไกลๆออกไปจากตัวเมือง หรือว่าต้องผ่านไปในชนบทนั่นเอง
 
     จากการที่ท่านต้องไปอย่างนี้ เนื่องจากในฤดูฝนที่เขาทำไร่ทำนากันอยู่นั้น บางครั้ง ข้าวกล้าของเขาก็เพิ่งหว่านลงไปในนา มันเพิ่งงอกออกมาใหม่ๆ บางทีก็ดูเหมือนหญ้า พระภิกษุก็เดินผ่านไป นึกว่ามันเป็นดงหญ้า ก็เลยย่ำข้าวกล้าของเขาไป ซึ่งก็ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน เขาก็มาฟ้องพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าพระไปย่ำข้าวของเขาที่ปลูกเอาไว้ หว่านเอาไว้ นกกาฤดูฝนมันยังอยู่กับรังของมัน พระทำไมไม่รู้จักพักบ้าง
 



วันเข้าพรรษาคือตั้งแต่แรม 1 ค่ำเดือน 8 จนถึงขึ้น 15 ค่ำเดือน 11
 
     เพื่อตัดปัญหานี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เลยทรงกำหนดให้พระภิกษุ เมื่อเข้าพรรษา หรือเมื่อเข้าฤดูฝน ให้พระอยู่กับที่ คือ ตั้งแต่แรม 1 ค่ำเดือน 8 จนกระทั่งขึ้น 15ค่ำเดือน11 ให้อยู่เป็นที่เป็นทาง ไม่ไปทำภาวนาที่ไหน ไม่ไปเทศน์โปรดใคร ถ้าใครต้องการให้โปรด ก็มาที่วัดก็แล้วกัน มาหาท่าน ไม่ใช่ท่านไปหาเขา กำหนดเป็นอย่างนี้ไป เพื่อตัดปัญหาไม่ให้ใครมาบ่นลูกของพระองค์ได้
 
     แต่อีกมุมมองหนึ่ง พระองค์ทรงถือโอกาสที่เกิดเป็นปัญหานี้ ได้ทรงเปลี่ยนคำครหาให้กลายเป็นโอกาสดีของพระภิกษุว่า ถ้าอย่างนั้นพระภิกษุอยู่เป็นที่ในวัดวาอาราม เพื่อที่จะให้พระใหม่ได้รับการอบรมจากพระเก่าได้เต็มที่ เพราะว่าจริงๆแล้ว ในการอบรมถ่ายทอดศีลธรรม ถ่ายทอดธรรมวินัยให้แก่กันและกันนั้น ถ้าทำอย่างต่อเนื่อง ทำเป็นที่เป็นทางต่อเนื่องกันทุกวันทุกวัน อย่างนี้จะเป็นการดี การศึกษาธรรมะอย่างต่อเนื่องมีผลดี
 
ดังนี้ การเข้าพรรษาจึงเป็นการดีทั้งประชาชน ดีทั้งพระเก่า พระใหม่ ไปในตัวเสร็จ 
 
กิจวัตรของพระภิกษุในฤดูเข้าพรรษา  
 
     ทีนี้กิจวัตรของพระภิกษุในฤดูเข้าพรรษา ว่าที่จริงก็ทำนองเดียวกันกับออกพรรษา เพียงแต่ว่าเมื่อไม่ได้ออกไปนอกพื้นที่ พระภิกษุจึงมีโอกาสดังต่อไปนี้
 
     ตัวท่านเองนั้น ก็มีโอกาสที่จะทำภาวนาของท่าน มีโอกาสที่จะปรับปรุงหลักสูตรของท่าน มีโอกาสที่จะค้นคว้าพระไตรปิฎกให้ยิ่งๆ ขึ้นไป อันนี้ก็เป็นเรื่องราวในปัจจุบันนี้ กิจวัตรในปัจจุบันของพระ เราก็ทำอย่างนี้
 ยิ่งกว่านั้น ถ้าเราไปตามวัดต่างๆ ในขณะนี้ ในฤดูเข้าพรรษานี้ เนื่องจากเราก็นิยมบวชกัน จะบวชชั่วคราวแค่พรรษาก็ตาม หรือจะบวชระยะยาวก็ตาม ในเมื่อพอเข้าพรรษาแล้ว พระเก่าพระใหม่ต้องอยู่ที่เดียวกัน พระเก่าทำหน้าที่เป็นครูบาอาจารย์ ใครถนัดวิชาไหนก็มาสอนวิชานั้นให้แก่พระภิกษุใหม่ ใครถนัดพระวินัยก็สอนพระวินัย ใครถนัดสอนนักธรรมหรือธรรมะก็สอนธรรมะ ใครถนัดสอนพุทธประวัติก็สอนพุทธประวัติ เป็นต้น
 
 
     พูดง่ายๆ ฤดูเข้าพรรษาจึงกลายเป็นฤดูติวเข้ม หรือถ้าจะพูดกันอย่างในปัจจุบันก็บอกว่า ฤดูเข้าพรรษานี่แท้จริงก็เป็น Moral Camping ของพระภิกษุนั่นเอง กิจวัตรอื่นใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกไปโปรดญาติโยมก็พักเอาไว้ก่อน จึงเหลือแต่เรื่องของการศึกษาเป็นหลัก ค้นคว้าพระไตรปิฎกเป็นหลัก เนื่องจากมีเวลาที่จะค้นคว้า
 
เมื่อหมดจากเวลาการค้นคว้า ก็มานั่งสมาธิกันไป อันนี้ก็เป็นเรื่องของการค้นคว้าภายใน พระไตรปิฎกในตัว พระไตรปิฎกนอกตัวก็มีอยู่เป็นเล่มๆ ค้นคว้าพระไตรปิฎกในตัวก็คือการทำภาวนานั่นเอง
 
     ยิ่งกว่านั้น เมื่อพระใหม่มาอยู่ในวัดกันพร้อมหน้าพร้อมตา โยมพ่อโยมแม่ ญาติพี่น้อง พรรคพวกเพื่อนฝูงของพระใหม่ ได้มาร่วมทำบุญที่วัด ได้มาพบพระเพื่อน พบพระลูก พบพระหลาน ถึงแม้พระลูกพระหลานเหล่านี้ยังเทศน์ไม่เป็น เพราะบวชใหม่ แต่ว่าเมื่อมาแล้วก็จะได้พบพระครูบาอาจารย์ พระผู้ใหญ่ ท่านที่มาร่วมทำบุญเหล่านี้จึงมีโอกาสฟังเทศน์จากพระผู้ใหญ่ จึงกลายเป็นฤดูแห่งการศึกษาธรรมะไปด้วยในตัวเสร็จ ทั้งของพระ ทั้งของญาติโยม อันนี้ก็เป็นเรื่องราวของการเข้าพรรษาในยุคปัจจุบันนี้
 
การปฏิบัติตัวของชาวพุทธในช่วงเข้าพรรษา 
 
    ในช่วงเข้าพรรษา พระเก่าพระใหม่ ท่านอยู่กันพร้อมหน้า เมื่ออยู่พร้อมหน้ากันอย่างนี้ ก็เป็นโชคดีของญาติโยม โชคดีอย่างไร โชคดีที่เนื้อนาบุญอยู่กันพร้อมหน้า ญาติโยมตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตาทวด ท่านไม่ปล่อยให้พระเข้าพรรษาเพียงลำพัง ญาติโยมก็พลอยเข้าพรรษาไปด้วยเหมือนกัน แต่ว่าเข้าพรรษาของญาติโยมนั้น เข้าพรรษาด้วยการอธิษฐานจิต
 
หลักธรรมในพระพุทธศาสนา มีแม่บทไว้ชัดอยู่ 3ข้อ คือ
 
1.ละ ชั่ว
2.ทำดี
3.กลั่นใจให้ใส
 
      เมื่อพระอยู่จำพรรษา ท่านก็มีหน้าที่ของท่านว่า ละชั่ว คำ ว่า ละชั่วของพระนั้น ไม่ใช่ ชั่ว หยาบๆอย่าง ที่มนุษย์เป็นกัน แต่ว่าละชั่วของท่านในที่นี้หมายถึงละกิเลส ซึ่งแม้ในเรื่องนั้นโดยทางโลกแล้ว มองไม่ออกหรอกว่ามันเป็นความชั่ว ความไม่ดี เช่น มีจิตใจฟุ้งซ่าน ความจริงก็อยู่ในใจของท่าน คนอื่นมองไม่เห็น ถึงขนาดนั้น ท่านก็พยายามจะละความฟุ้งซ่านของท่านให้ได้ ด้วยการเจริญภาวนา หรือทำสมาธิให้ยิ่งๆขึ้นไป เป็นต้น ท่านก็ละกิเลสหรือละชั่วที่ละเอียดๆ ยิ่งๆ ขึ้นไป ให้สมกับภูมิแห่งความเป็นพระของท่าน